คิดนอกกรอบ… สู่อาชีพสร้างสรรค์

 

             สัญลักษณ์ที่ใช้แทนความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดอย่างหนึ่งคือหลอดไฟ ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะของเอดิสันการที่คนในยุคปัจจุบันนี้ได้ใช้หลอดไฟฟ้ากันแบบมีความสุขทุกวันนี้ก็เพราะการมีความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันวงการศึกษาได้ตื่นตัวในการพัฒนาทักษะ ทั้ง 5 ด้านแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อให้เกิดทักษะในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด มีความสุขอยู่ในสังคมได้ด้วยความมั่นคง มีสิ่งของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตที่แปลกใหม่ตลอดเวลา 

           ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจเรื่องของอุปนิสัยของคนเราว่ามีความเกี่ยวข้องกับการคิดในลักษณะต่างๆอย่างไร อุปนิสัยในการคิด หมายถึง การมีอำนาจในการควบคุมอย่างชาญฉลาดต่อการเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจรู้คำตอบได้โดยทันที จึงมีการจำแนกอุปนิสัยในการคิดที่ดีได้ถึง  16  ประการ คือ การยืนหยัด อดทน  การจัดการกับความหุนหัน การรับฟังคนอื่นด้วยความเข้าใจ และเห็นใจ  การคิดอย่างมีความยืดหยุ่น คิดเกี่ยวกับความคิดของเรา การฟันฝ่าเพื่อความถูกต้องและแม่นยำ  การตั้งปัญหาและคำถาม การประยุกต์ใช้ความรู้เดิมกับสถานการณ์ใหม่ การคิดและการสื่อสารอย่างชัดเจน แม่นยำ การรวบรวมข้อมูลในทุกทาง สร้างสรรค์ จินตนาการ และนวัตกรรม การตอบสนองต่อความประหลาดใจและความเกรงใจ การรับผิดชอบต่อความเสี่ยง การมีอารมณ์ขัน การคิดอย่างพึ่งพา การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องดังนั้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องพัฒนา 3 ด้าน คือ ร่างกาย จิตวิญญาณ และสมอง การพัฒนาสมองโดยการฝึกให้คิด แบบสร้างสรรค์ เป็นการพัฒนาที่ง่าย และมี พลังอย่างยิ่งในการที่จะนำความสำเร็จมาสู่ผู้ที่สามารถพัฒนาได้ กระบวนการฝึกการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วยการฝึกการใช้สมองซีกขวาเชื่อมโยงกับสมองซีกซ้าย การฝึกการคิดนอกกรอบ การฝึกการคิดทางบวก การฝึกการคิดแบบริเริ่ม คล่องตัว ยืดหยุ่น และละเอียดลออ แมรี่ โอมีโอรา ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดที่เกิดจากจิตอันปราดเปรียวและรวดเร็ว สามารถจับหัวใจประเด็นของปัญหาจากข้อเท็จจริง คำพูด แผนภูมิ ความคิดเห็นต่างๆแล้วนำมาสร้างเป็นข้อเสนออย่างมีพลัง มีความสดใสใหม่ โน้มน้าวจิตใจของผู้พบเห็น จึงจำเป็นที่จะต้องมีองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดที่มีลักษณะอเนกนัย คือ ความคิดริเริ่ม (Originality) มีลักษณะแปลกใหม่แตกต่างจากของเดิม / คิดดัดแปลง ประยุกต์เป็นความคิดใหม่  ความคิดคล่องตัว (Fluency)  ด้านถ้อยคำ (Word Fluency) หลากหลาย ใช้ประโยชน์ได้และไม่ซ้ำแบบผู้อื่น ด้านความสัมพันธ์ (Associational Fluency)  จากสิ่งที่คิดริเริ่มออกมาได้อย่างเหมาะสม ด้านการแสดงออก (Expressional Fluency) เป็นความคิดที่สามารถนำเอา ความคิดริเริ่มนั้นมา แสดงออก ให้เห็นเป็น รูปภาพได้อย่างรวดเร็ว ความคิดคล่องด้านความคิด (Ideational Fluency) เป็นการสร้างความคิดให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดได้ทันที ที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) มีความเป็นอิสระคิดได้หลายๆอย่าง ความคิดสวยงามละเอียดลออ (Elaboration) มีความรอบคอบ มีความคิดสวยงาม ด้านคุณภาพ มีความประณีต ในความคิดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีคุณภาพในทุกๆด้านผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ เป็นผลผลิตที่แปลกใหม่และมีค่าต่อผู้คิด สังคมและวัฒนธรรม เป็นผลผลิตที่เป็นไปตามปรากฏการณ์นิยมในเชิงที่ว่ามีความคิดดัดแปลงหรือยกเลิก ความคิดที่เคยยอมรับกัน มาก่อน เป็นผลผลิตซึ่งได้รับจากการกระตุ้นอย่างสูงและมั่นคงด้วยระยะยาว หรือความพยายามอย่างสูง เป็นผลผลิตที่ได้จากการประมวลปัญหาซึ่งค่อนข้างจะคลุมเครือและไม่แจ่มชัด

                    คนที่จะเกิดความคิดนอกกรอบได้นั้นต้องเริ่มต้นจากระดับความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่  3 ระดับขึ้นไป คือ ความคิดสร้างสรรค์ระดับต้น เป็นความคิดที่มีอิสระ แปลกใหม่ ยังไม่คำนึงถึงคุณภาพและการนำไปประยุกต์ใช้  ความคิดสร้างสรรค์ระดับกลาง คำนึงถึงผลผลิตทางคุณภาพนำไปประยุกต์ใช้งานได้  ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง สรุปสิ่งที่ค้นพบเป็นรูปธรรมนำไปใช้ในการสร้างหลักการ ทฤษฎีที่เป็นสากล เพื่อนำไปสู่การประกอบอาชีพที่หลากหลาย ดังนั้นการจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 2 กำหนดวิสัยทัศน์ คือ คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบนั้น มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เป้าหมาย คือ ภายในปี 2561 มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การสอนคิดด้วยโครงงาน  การเรียนการสอนแบบบูรณาการได้เสนอกลยุทธ์และแนวทางในการให้ครูใช้สอนโครงงานกับผู้เรียนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นจะได้ผลงานคือรายงานและสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงความเข้าใจ ความมีทักษะการปฏิบัติรวมทั้งการมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้เด็กที่เรียนรู้ทางทักษะการคิดเมื่อเรียนจบระดับอนุปริญญาสามารถที่จะประกอบอาชีพได้ด้วยตัวเอง

จากการจัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษาในปัจจุบันได้สอนเทคนิคการคิดที่กำลังเป็นที่สนใจของคนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจนั่นก็คือการคิดด้วยเทคนิค SCAMPER ในการใช้เทคนิคนี้ ขั้นแรกคือจะต้องระบุหรือรู้ก่อนว่าต้องการจะแก้ปัญหาอะไรเป็นการเฉพาะหรือถ้าหากว่าไมได้เป็นปัญหาแต่ต้องการที่จะพัฒนาความคิดที่ท้าทายต่อตัวเอง หรือ ธุรกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการการฝึกจึงเกิดอาชีพที่เรียกว่า “ ธุรกิจ เอส เอ็ม อี” และธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ขายอาชีพธุรกิจเล็กๆที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ  เช่น  การทำเทียนหอม การทำขนมไทย การทำดอกไม้แห้ง การทำอาหาร เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาคือ “ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้” คำถามที่เกิดขึ้นโดยใช้หลักการของ SCAMPER คือ
• S = Substitute มีสิ่งที่สามารถใช้ทดแทนในกระบวนการขายเดิมหรือไม่ ? คืออะไร?
• C = Combine สามารถรวมกิจกรรมการขายเข้ากับกิจกรรมอื่นๆ ได้หรือไม่ ? อย่างไร?
• A = Adapt จะปรับปรุงกระบวนการเดิมได้อย่างไร หรือนำวิธีการขายของคนอื่นมาปรับใช้ได้หรือไม่?
• M = Magnify มีสิ่งที่สามารถขยายหรือต้องให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในการขาย?
• P = Put to Other Uses เปลี่ยนไปขายสินค้าอย่างอื่นได้หรือไม่?
• E = Eliminate (or Minify) มีสิ่งที่สามารถขจัดหรือลดความซับซ้อนในกระบวนการขาย?
• R = Rearrange (or Reverse) สามารถเปลี่ยนลำดับหรือจัดเรียงวิธีการขายใหม่?
การตั้งคำถามลักษณะนี้จะช่วยให้เกิดความคิดที่แตกต่างและหลายหลาย ท้ายที่สุดก็จะพบวิธีแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการนำหลักการของ SCAMPER มาใช้คือการแก้ไขปัญหาของ Ray Kroc ผู้ก่อตั้ง MacDonald เช่น
ขายร้านอาหารและอสังหาริมทรัพย์แทนการขายแฮมเบอร์เกอร์โดยใช้หลัก P = Put to Other Uses
ให้ลูกค้าชำระเงินก่อนทานอาหาร R = Rearrange
ให้ลูกค้าบริการตนเองและลดการจ้างบริกร E = Eliminate  เป็นต้น

ดังนั้นจึงขอนำเสนอตัวอย่างการทำงานที่เกิดจากการคิดนอกกรอบ หรืออาชีพสร้างสรรค์ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าเป็นคนที่มากล้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ นั่นคือการผลิตชิ้นงานจากกระดาษหนังสือพิมพ์คือ การทำเปเปอร์มาเช่ เป็นงานที่สามารถทำได้หลายรูปแบบและทำได้ง่าย ใช้เทคนิคง่ายๆ วัสดุที่ใช้ก็หาได้ง่ายและราคาถูกคือกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้แล้ว กระดาษพิมพ์ดีดหรือกระดาษที่ไม่มีลวดลายสำหรับปิดชั้นนอกสุดเพื่อเตรียมการลงสี  ต่างๆเหล่านี้สามารถหาได้ทั่วไปในท้องตลาด หลักการทำของงานเปเปอร์มาเช่คือการนำกระดาษที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กๆและผ่านการแช่น้ำจนเปื่อยแล้วมาปิดลงบนแบบที่เตรียมไว้ ปิดหลายๆชั้น แต่ละชั้นจะทากาวไว้และจะต้องรอให้กาวแห้งก่อน แต่งผิวให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจึงตกแต่งด้วยสี การเปเปอร์มาเช่เป็นงานที่คุณสามารถสร้างผลงานตามจินตนาการของตัวเองได้โดยไม่ซ้ำแบบใคร ลงทุนน้อย วัสดุที่ต้องใช้ งานกระดาษที่ส่วนใหญ่ใช้กระดาษราคาถูกสุดๆคือกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช้แล้ว บ้างทีก็อาจจะได้มาแบบฟรีๆครับ บางครั้งเราอาจต้องการโชว์ลายหนังสือให้ดูเป็นธรรมชาติ  กระดาษหนังสือพิมพ์ประเภทธุรกิจสีขาวก็ใช้ได้  เครื่องมือและอุปกรณ์  กรรไกร  มีดคัตเตอร์ แผ่นรองตัด  กาว สี ใช้สีพลาสติกหลายๆสีตามแบบที่จะทำ เคลือบเงา อาจใช้แล็กเกอร์ทาหรือเป็นสเปรย์พ่น  แปรงทาสีหลายๆขนาด  แปลงขนาดเล็กที่ใช้วาดลวดลายละเอียดๆ กระดาษทรายละเอียด ตะไบขัดเล็บก็ใช้ได้ดีใช้ขัดในพื้นที่เล็กๆแคบๆ อุปกรณ์ตกแต่งเช่น ตาไก่ ลูกปัด โต๊ะที่ใช้ในการทำงาน ควรเป็นโต๊ะที่มีผิวหน้าเรียบ สะอาด มีความมั่นคงแข็งแรง จากแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์จึงกลายเป็นอาชีพอิสระที่ทำให้ผู้คนที่หันมาประกอบอาชีพเป็นของตัวเองมีความสุขเพราะเป็นคนที่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ  กล้าเสี่ยง อาชีพอิสระเป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัว  จึงต้องมีการลงทุน ในขณะที่ตัวเป็นลูกจ้าง ไม่ต้องลงทุนอะไร ซึ่งการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าผลลัพท์จะออกมา อย่างไร ดังนั้น ก่อนที่จะตกลงใจประกอบ อาชีพใด จึงต้อง พิจารณา วิเคราะห์ และไตร่ตรองอย่างดีเสียก่อน มีความคิดสร้างสรรค์  การประกอบอาชีพอิสระมิได้ยึดติดกับรูปแบบ ใด ๆ เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องเป็นนายของตนเอง  ฉะนั้นในการ ปรับปรุงสินค้าหรือบริการ สามารถทำได้อย่างมีอิสระ เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร ในการดำเนินธุรกิจ  มีความเชื่อมั่นในตนเอง  ธุรกิจแต่ละประเภทต้องการ การตัดสินใจที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ในภาวะการณ์ที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ธุรกิจบางประเภท สามารถสวนกระแสเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพอาชีพอิสระจึงต้องมีความมั่นใจ เพื่อจะได้พา ธุรกิจของตนให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ได้  อดทน ไม่ท้อถอย การประกอบอาชีพทุกอย่างย่อมมีทั้งกำไร และ ขาดทุน โดยเฉพาะ เมื่อเริ่มประกอบการใหม่ ๆ จะต้องประสบปัญหาและอุปสรรคบ้าง  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบอาชีพจึงต้องพร้อมที่จะรับข้อผิดพลาด และนำมาแก้ไขด้วยความอดทน  มีวินัยในตนเอง การประสบความสำเร็จในอาชีพ ซึ่งเราเป็นเจ้าของ  กิจการเอง จำเป็นจะต้องมีวินัย มีกฎระเบียบการทำงานต้องสม่ำเสมอ ถ้าขาดวินัยการประกอบอาชีพก็อาจไม่ประสบผลสำเร็จ การเป็น  ผู้มีวินัย นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบอาชีพทุกประเภทเพราะ วินัยจะเป็นสิ่งที่คอยกำหนดให้ผู้ประกอบการปฏิบัติงานตามแผนงาน  มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่มีเกียรติหรือไม่ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้อง รักในงานที่ทำ และให้เกียรติกับงานนั้น ๆ เสมอ  มีความรู้ การประกอบอาชีพอิสระ จะต้องรับรู้ข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประโยชน์ของการรับรู้ข่าวสารจะ ทำให้สามารถปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาผลที่ได้ก็คือกำไร  มีมนุษย์สัมพันธ์  การประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์อันดีเพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า บุคคลรอบข้างหรือคู่แข่งขันก็ตาม เพราะการมีมนุษย์สัมพันธ์อันดี จะทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอย่างดี  มีความซื่อสัตย์  ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า การบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในการขายสินค้าหรือบริการและกลับมาใช้บริการอีกเป็นหัวใจสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ ต่อธุรกิจ และต่อตนเองในที่สุด  มีความรู้พื้นฐานในการเริ่มทำธุรกิจ  การที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเราควรได้รู้จักสิ่งที่จะทำอย่างน้อย ให้รู้ว่าทำจากอะไร ซื้อวัตถุดิบจากไหนตลาดอยู่แหล่งใดและหากต้องการทราบข้อมูล

จะเห็นได้ว่าการมีไอเดียที่สร้างสรรค์ดังที่กล่าวมานั้นแล้วยังมีผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่คนทั้งโลกให้การยอมรับในการเป็นคนที่คิดนอกกรอบตลอดเวลาแม้ว่าเวลานี้จะคงไว้แต่ชื่อเสียง และผลงานของโลกไร้พรมแดนของเครื่องมือสื่อสารและการท่องโลกไร้สาย ผู้นั้นก็คือ  สตีฟ จ็อบส์ เป็นอัจฉริยะผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ตลาด Consumer Electronics หรือสินค้าไฮเทคต่าง ๆ สตีฟ จ็อบส์ ประสบความสำเร็จในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อันเป็นที่ติดอกติดใจแก่สาวก Apple ทั้งขาประจำหรือขาจร  ความสามารถของสตีฟ จ็อบส์ที่รังสรรค์ประสบการณ์ชั้นเลิศให้บังเกิดแก่ผู้บริโภคจากการใช้ผลิตภัณฑ์ Apple แล้ว ความสามารถอีกด้านนึงที่โดดเด่น และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หรือในหลาย ๆ ครั้งอาจมีความสำคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากคิดที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา นั่นคือ ความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นตามแนวคิดที่ได้วางไว้ โดยไม่ยอมลดละเป้าหมาย หรือมาตรฐานที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะต้องท้าทาย หรือ ต่อสู้กับแรงต้านต่าง ๆ  แต่สุดท้ายทำได้แค่ 50 นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อมีความคิดหรือไอเดียใหม่ ๆ ที่เชื่อว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ (ซึ่งการจะได้ไอเดียดี ๆ นั้นก็ยากแล้ว) แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ การแปรเปลี่ยนไอเดียดี ๆ เป็นสินค้าหรือบริการที่จับต้องได้ ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างความแตกต่างนั้น หลาย ๆ ครั้งเราต้องกล้าที่จะท้าทายกับความคิด หรือความเชื่อเดิม ๆ สิ่งที่ยากขึ้นไปอีกในฐานะผู้นำขององค์กร ก็คือจะทำอย่างไรให้บุคคลากรในองค์กรของเรามีความเชื่อมั่นในแนวคิด และท้าทายความเชื่อเดิม ๆ และพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อที่จะทำลายความเชื่อนั้น ๆ ให้สำเร็จ สตีฟ จ็อบส์ ได้พิสูจน์แล้วตลอดชีวิตการทำงานของเขาว่า สิ่งที่เขามีดีไม่แพ้วิสัยทัศน์ในการมองทิศทางตลาด ก็คือ ความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ เพื่อที่จะพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถึงแม้เป้าหมายหรือมาตรฐานที่ต้องการนั้นจะสูงเพียงใด ซึ่งในหลาย ๆ ครั้งดูสูงจนเกินเอื้อม และดูไม่มีเหตุผลในบางครั้ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การกำหนดว่าคอมพิวเตอร์ Notebook ของ Apple จะต้องไม่มีพัดลมระบายอากาศ และจะต้องมีแบตเตอรี่ที่มีพลังงานสำรองที่มากกว่า (ทั้ง ๆ ที่ Notebook ทุกเครื่องในตลาดมีพัดลมระบายอากาศหมด)  การดีไซน์ iPod ให้ไม่มีปุ่มปิดเปิด และกำหนดการทำงานโดยใช้ปุ่มบังคับเดียว  การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของสินค้าแต่ละตัว โดยไม่พยายามเป็นสินค้าที่ทำได้หลายอย่างจนเกินไป ได้แก่ iPod สามารถเล่นเพลงได้อย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ ตัวอย่างข้างต้นเป็นแค่เพียงตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเพื่อแสดงให้เห็นว่า สตีฟ จ็อบส์ตั้งโจทย์ที่หินให้แก่ทีมงานโดยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้ตัวเองแตกต่างจากคู่แข่งหากทำได้ดี แต่จะเห็นว่าโจทย์ที่ให้แก่ทีมงานนั้น ทุก ๆ ครั้งเป็นการท้าทายความคิด หรือความเชื่อเดิม ๆ ของตลาด และในหลาย ๆ ครั้งผมเชื่อว่าเป็นการท้าทายความคิดเดิม ๆของทีมงานของ สตีฟ จ็อบส์ เอง หากสตีฟ จ็อบส์ ไม่มีความมุ่งมั่นที่แรงกล้าในการที่จะผลักดันทีมงานให้ท้าทายสิ่งต่าง ๆ หรือหาก สตีฟ จ็อบส์ ลดระดับของมาตรฐานลง เราคงไม่ได้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ มาใช้จนถึงทุกวันนี้ เพราะกว่าจะได้มานั้นต้องผ่านการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะได้สิ่งที่พอใจ ซึ่งผมเชื่อว่าทีมงานของ สตีฟ จ็อบส์ คงไม่ได้มีความสุขมากนักในช่วงเวลานั้น แต่ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย เมื่อผ่านมาได้ และเห็นผลงานของตัวเองประสบความสำเร็จ คงดีใจที่ทุ่มเทกัดฟันฝ่าฟันเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า มีปราชญ์ท่านนึงเคยกล่าวไว้ว่า “ความแตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จ กับ ผู้ล้มเหลว ก็คือ ผู้ล้มเหลวมักจะยอมแพ้ หรือ ยอมจำนนเร็วเกินไป” สตีฟ จ็อบส์ มีความคล้ายคลึงกับ ท่านผู้ประกอบการ SME ในหลาย ๆ ด้าน ผ่านตัวหนังสือชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์เพิ่มมากขึ้นไม่มากก็น้อย หากนำผลิตภัณฑ์ของ Apple ทุกชิ้นมาวางเรียงกันจะเห็นว่านอกจากคอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ แล้ว ไม่มีผลิตภัณฑ์ชิ้นใดเลยที่เป็นนวัตกรรมใหม่ถอดด้าม ในหลาย ๆ ครั้ง Apple กลับเป็นผู้มาทีหลังด้วยซ้ำในตลาดนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น iPod ที่ออกมาในช่วงที่มีเครื่องเล่น MP3 อย่างมากมายในตลาดและวางจำหน่ายล่วงหน้าไปแล้วหลายปี และที่เด่นชัดที่สุดคือ การออก iPhone มาท้าทายเจ้าตลาด ไม่ว่าจะ Nokia หรือ Blackberry แต่ทุก ๆ ครั้ง ไม่ว่าตลาดที่เข้าไปจะแน่นไปด้วยผู้มาก่อนเพียงใด Apple สามารถที่จะเป็นผู้ชนะในตลาดนั้น ๆ และไม่ใช่ชนะธรรมดา แต่สามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดแบบถล่มทลาย โดยผู้ที่มาก่อนถึงกับต้องทรุดกันเลยทีเดียวในช่วงเวลาไม่นานสถานการณ์เช่นนี้ ก็ไม่ต่างจาก SME ไทยของเราที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ความแตกต่างของตัวสินค้าหรือบริการก็ดูไม่แตกต่างกันมาก และดูไม่ออกว่าจะสามารถสร้างความแตกต่างอะไรไปได้มากกว่านี้ หากเราสามารถเรียนรู้จากปรากฎการณ์ที่สตีฟ จ็อบส์ สามารถรังสรรค์ให้เกิดความสำเร็จอย่างท่วมท้นแก่ผลิตภัณฑ์ Apple ได้อย่างข้าใจ เราคงได้แนวคิดดี ๆ เพื่อใช้ในการปรับเปลี่ยนการบริหารธุรกิจของเราเองให้ดียิ่งขึ้นผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Apple นั้นมีความโดดเด่นอย่างมากด้วยกัน 2 ด้าน คือ 1) ดีไซน์ที่สวยเรียบ แต่ดูหรูโก้ และมักจะโดดเด่นกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาดในประเภทเดียวกัน และ 2) ความง่ายในการใช้งาน ซึ่งถึงแม้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะบรรจุเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไป แต่การใช้งานของผลิตภัณฑ์ Apple จะให้ความรู้สึกง่ายกว่าการใช้งานผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของคู่แข่งอย่างมาก

จากเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดคือการที่คนเรามีทักษะการคิดสร้างสรรค์ สามารถทะลุออกนอกกรอบทำให้เห็นถึงความแปลกใหม่ และไม่ซ้ำแบบใคร จึงต้องหันมาดูระบบการศึกษาของแต่ละประเทศที่ได้ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์อย่างไรบ้าง  เป็นที่รู้กันดีว่าใน 10 ประเทศอาเซียนนั้น มีประเทศที่ได้จัดระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงนั่นก็คือ ประเทศสิงค์โปร์ ที่น่าสนใจคือประเทศที่เป็นผู้นําด้านการศึกษาอย่างสิงคโปร์ มีนโยบายอะไร ที่ทําให้บุคลากรของประเทศมีคุณภาพ  เมื่อศึกษาดูจะพบว่า สิงคโปร์ใช้นโยบาย “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” (Teach Less, Learn More) เป็นกรอบวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเพื่อเตรียมประเทศเข้าสู่ ศตวรรษที่ 21 และใช้แนวคิดเรื่องชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ช่วยเติมกรอบความคิดในการเปลี่ยนแปลงสิงคโปร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น   หลายคนอาจสงสัยว่า การสอนให้น้อยลง และเรียนรู้ให้มากขึ้น นั่นหมายความว่าอะไร ตามความคิดของสิงคโปร์ ไม่ได้หมายความว่าสอนให้น้อยลงจริงๆ แต่จะใช้วิธีการสอนที่ หลากหลายและลึกขึ้น อย่างเช่น วิธีแบบปฏิสัมพันธ์ การลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้แบบประสม การเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับการทํางานของสมอง การเรียนรู้จากปัญหา และการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษา ผ่านการทํางานเป็นทีม หรือที่ เรียกว่าชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ที่สําคัญ ประเทศที่มีการพัฒนาในอันดับต้นๆ อย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย ต่างก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ทําให้บุคลากรของประเทศเหล่านี้ได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมาก ประเทศไทยจึงควรเน้นการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น และเน้นที่การฟังและการพูดเพื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและลูกค้าชาติอาเซียนในอนาคตได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรลดระดับความสําคัญของเนื้อหาสาระในวิชาอื่นๆ ลง เพื่อให้ทันในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป

                           ………………………………………………………………………………………

ที่มา  :  Thinking School  สอนให้คิด

ผู้แต่ง : บรรจง  อมรชีวิน

ที่มา  :   http://www.thaifranchisecenter.com/document/list.php?type=100

เรียบเรียงโดย : รุจี  เฉลิมสุข

Advertisements
Categories: Uncategorized | 28 ความเห็น

เมนูนำทาง เรื่อง

28 thoughts on “คิดนอกกรอบ… สู่อาชีพสร้างสรรค์

  1. อันนี้หรอคะพี่ตูม ไว้จะเข้ามาอ่านต่อนะคะ

  2. เทคนิค SCAMPER มันเป็นเทคนิคที่ช่วยในเรื่องของอะไรหรอคะพี่ตูม
    ไม่เคยได้ยินอะ ?? แล้วมันจะใช้กับพวกธุรกิจอย่างเดียวเลยหรอคะ

  3. แวะมาอ่านบทความนะค่ะ เนื้อหา มีสาระ ความรู้ มากเลยค่ะ เรียกได้ว่า สามารถเป็นแนวทางในการทำงานวิจัยของน้องได้เลยนะค่ะเนี๊ยะ 🙂

    • กีรติกร นู๋ก็มีความสามารถในการเรียบเรียงเรื่องราวขนมไทย ตรงกับที่พี่จะนำไปเป็นเอกสารการสอนวิชาขนมไทยเลยนะคะ แจ่มๆๆ

  4. ขอบคุณคะพี่ตูม

    • บันทึกได้อีกเยอะนะคะ ถ้าเข้าเรื่องผู้มีไอเดียบรรเจิดแบบท่าน สตีฟ จ๊อบส์ คิดนอกกรอบสุดยอด

  5. อ่านแล้วเป็นแนวคิดที่ดีมากๆ คิดนอกกรอบเพื่อเพิ่มทักษะ very good yes sir

  6. การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องพัฒนา 3 ด้าน คือ ร่างกาย จิตวิญญาณ และสมอง การพัฒนาสมองโดยการฝึกให้คิด แบบสร้างสรรค์ เป็นการพัฒนาที่ง่าย และมี พลังอย่างยิ่งในการที่จะนำความสำเร็จมาสู่ผู้ที่สามารถพัฒนาได้ ชอบความคิดแบบนี้ค่ะ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาได้หลายๆ ด้านค่ะ

  7. บทความนี้ได้เรียบเรียงจบลงแบบ สร้างสรรค์สู่อาเซียน นะคะ ผู้อ่านโปรดช่วยแนะนำด้วยค่ะ

  8. “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” แต่ก็ต้องใช้วิธีที่หลากหลาย ชอบค่ะ ๆ มีสาระมากๆเลยจ้า

  9. บทความนี้มีประโยชน์มากๆเลยคะ
    ไว้จะลองนำไปคิดอะไรใหม่ๆให้กับร้านของทางบ้านบ้างคะ

  10. บทความนี้เหมาะกับผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา และทางด้านอาชีวศึกษาดีค่ะ เพราะการจัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษาในปัจจุบันได้สอนเทคนิคการคิดที่กำลังเป็นที่สนใจของคนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจนั่นก็คือการคิดด้วยเทคนิค SCAMPER ทำให้คิดให้อย่างมีระบบ และอย่างสร้างสรรค์ น่าสนใจดีค่ะ

  11. ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นนะครับ
    เริ่มจากบทนำก่อนนะครับถือว่ามีการนำเข้าสู่ในเนื้อหาได้ดีนะครับกับการเล่าถึงการศึกษาในศตวรรษที่21 และการใช้แนวคิดและการคิดออกนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ก่อนจะเข้าสู่ส่วนเนื้อเรื่อง
    ส่วนเนื้อเรื่องก็ได้พูดถึงกระบวนการและวิธีการที่จะใช้กระบวนการคิดเพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนที่จะเข้ามาในศตวรรษที่ 21
    ส่วนสรุป ก็สรุปได้ดีเหมือนกันโดยสรุปจากบทนำแล้วนำส่วนเรื่องมาขยายให้มีเนื้อหาที่เข้าใจได้ง่ายครับ

  12. เห็นด้วยกับเพื่อนนะคะที่เริ่มต้นนำได้น่าสนใจ แต่อยากให้เพิ่มการเชื่อมโยง เพราะเริ่มด้วยเรื่องหลอดไฟ แต่ผู้เขียนยังไม่กล่าวต่อว่า การคิดหลอดไฟได้ของเอดิสันเกี่ยวกับการคิดนอกกรอบอย่างไร แต่กระโดดเข้าสู่ทักษะของศตวรรษที่ 21 เลย มันดูข้ามไปนิดค่ะ ควรมีย่อหน้าเชื่อมโยงก่อนเข้าย่อหน้านี้นะคะ

    • ขอบพระคุณอาจารย์มากๆค่ะ..ใช่เลยค่ะการนำเอาหลอดไฟมาจุดประกายถึงการคิดสร้างสรรค์จึงควรเกริ่นบทนำแล้วเชื่อมมาว่าให้เน้นการพัฒนาสมองแบบนี้นะคะ จะขอนำคำแนะนำไปแก้ไขค่ะ

  13. เป็นข้อมูลในการที่จะนำไปเป็นการเรียนการสอนต่อไปที่ดีได้นะคะ

  14. แก้ไขแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

  15. “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” และคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นความรู้และแนวที่น่าสนใจมากค่ะ พี่ตูม

  16. คิดนอกกรอบ….สู่อาชีพสร้างสรรค์ ชื่อเรื่องน่าสนใจดีนะคะ เร้าความสนใจดีคะ ว่าการคิดนอกรอบจะทำให้เกิดอาชีพที่สร้างสรรค์มีความแปลกใหม่หรือไม่ บทนำก็เริ่มได้น่าสนใจ มีการนำภาพของหลอดไฟมาเป็นสัญลักษณ์ของการคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำเข้่าสู่เนื้อหาของการคิดนอกกรอบ มีการสรุปบทความได้เป็นอย่างดี

  17. การเขียนยังไม่น่าสนใจเลย เพราะไม่ค่อยได้ฝึกฝน เสียดายจัง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: